Future of Work in 2030 for Finance: The Era of Plentiful Labor is Ending

Career Development, Our Expertise
article
FutureOfWork
Expert
WorkForceGrowth
Finance
H201
01 Jun 2020

คุณเคยลองจินตนาการถึงอีก 10 ปีข้างหน้าบ้างหรือเปล่า ถึงตอนนั้นโลกของการทำงาน เศรษฐกิจ และการเงิน จะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

การเติบโตของกำลังแรงงาน (Labor force) ส่งผลดีกับความสามารถในการผลิต นำไปสู่ Productivity Growth และการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าหากมองถึงอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้านี้ กำลังแรงงานที่โลกเคยมีจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปัจจัยสำคัญเกิดจาก Demographics เทคโนโลยี และสังคมที่ถูกเปลี่ยน ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตลาดแรงงานที่เราต้องจับตามอง

บทความนี้ ชวนคุณนั่งเครื่องไปอนาคตช่วงปี 2030 เมื่อยุคของแรงงานที่มีอยู่มากมายในตลาดหายไป จากการที่เหล่า Baby Boomer ซึ่งเป็นกำลังแรงงานสำคัญของโลกเข้าสู่วัยเกษียณ จนอาจส่งผลให้โลกของเราขาดแคลนแรงงาน นำพาให้ GDP Growth และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเพิ่มอีกในอนาคตอันใกล้

ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการ Finance อย่างไรบ้าง ภาพรวมอาชีพ และสถาบันการเงินต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นไป ทิศทางไหน หาคำตอบไปพร้อมกัน

ก่อนที่เราจะไปอนาคต มาทำความเข้าใจกับอดีตกันก่อน

ในช่วงปี 1950 เป็นช่วงที่ Workforce ของโลกเติบโตอย่างยิ่งยวด เพราะมีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 อย่าง

  1. การเปิดประเทศของจีนและอินเดีย
  2. ผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคม สามารถทำงานได้ ทำให้มีกำลังแรงงานมากขึ้น (ในปี 1950 ผู้หญิงที่มีอายุในเกณฑ์ทำงาน 35% ได้มีงานทำในอเมริกา ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 50% ในปี 1970 ขณะที่เหล่าประเทศ OECD ผู้หญิงราวๆ 43% ได้เริ่มทำงานในปี 1960 และเพิ่มขึ้นเป็น 73% ในปี 2016)
  3. Baby Boomer เริ่มเติบโตเข้าสู่วัยทำงาน และเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity ได้ในระดับมหภาค

ธุรกิจในปัจจุบันได้ประโยชน์จากการที่มีแรงงานอยู่จำนวนมาก ซึ่งก็ทำให้เกิดตำแหน่งงานมากมาย ขยาย Pool ของแรงงานทั่วโลก ขับเคลื่อนทั้งทางด้านความสามารถในการผลิต และเศรษฐกิจ

ในช่วงปีค.ศ. 1950 – 1970 สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศมหาอำนาจจากการเป็นโรงงานโลก (Factory of the World) เนื่องจากพิษสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังทำให้ประเทศต่างๆ อยู่ในช่วงปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูประเทศจากสงคราม ดังนั้นสหรัฐฯ จึงขึ้นมามีอำนาจและบทบาทในโลก จนสามารถที่จะกำหนดบทบาท และความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในโลกได้

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการพัฒนา และเติบโตในตลาดแรงงานในช่วงปี 70s เมื่อสงครามการค้าระหว่างอเมริกาและจีนเริ่มระอุขึ้นมา จีนเปิดประเทศ พาตัวเองเข้าสู่เศรษฐกิจโลก และเริ่มพัฒนาด้านโรงงานอุตสาหกรรม เกิดการขยาย Workforce มีแรงงานจากชนบทที่ย้ายถิ่นฐานมาในเขตเมือง เพื่อทำงานกันมากขึ้น

ต่อมาอินเดียก็เปิดประเทศ เมื่อสองประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกเปิดประเทศในช่วงปี 1970 – 1990 นั่นหมายถึงกำลังแรงงานจำนวนมหาศาลกว่า 1.3 พันล้านคนที่ถูกเพิ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน เร่งการเติบโตของการค้าโลก ช่วยขยายโอกาสของสินค้าและบริการ Local ให้ออกไปสู่ระดับโลกมากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยอยู่จุดไหนของบริบทนี้?

ผลจากภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่ปลูกข้าวในมณฑลภาคใต้ของจีนจำนวน 23 ล้านไร่เกิดความแห้งแล้ง กลายเป็นปัญหาที่น่ากังวลใจว่าจะเกิดเรื่องความไม่มั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยเรา ณ ตอนนั้น มีนโยบายใช้โอกาสนี้ส่งออกข้าว เนื่องด้วยพื้นที่ปลูกข้าวของไทยรวมกันมี 50 ล้านไร่ และความนิยมของข้าวหอมมะลิไทยเองทำให้เกิดอัตราการจ้างงาน และแรงงานที่มากขึ้นภายในประเทศ

ด้วยการที่ Baby Boomer มีตัวเลขประชากรอยู่จำนวนมาก เพราะเกิดก่อนช่วงที่จะการใช้ยาคุมกำเนิดจะแพร่หลาย ทำให้ประเทศต่างๆ ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประเทศมีแรงงานมากขึ้น สามารถผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาได้มากขึ้น จนนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

(เช่น ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังแรงงานเติบโตมากขึ้นในช่วงปี 70s เป็น 2.6% ต่อปี เมื่อเทียบกับทษวรรศก่อนที่มีอยู่ 1.5% สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 70s- 80s อยู่ที่ 1.2% ต่อปี ในขณะที่จีนก็มีกำลังแรงงานเพิ่มมากขึ้นเป็น 2.8% ต่อปี ในช่วง 70s - 80s)

จะเห็นว่าจำนวนคนทำงานที่มีอยู่ในตลาดแรงงาน ซึ่งส่วนมากเป็น Baby Boomer มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของโลก แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้กำลังเริ่มเกิดปัญหาจากการที่ถึงวัยเกษียณของคนกลุ่ม Baby Boomer แล้ว อนุมานได้ว่าหลังจากนี้ แรงงานในตลาดจะหายไปจำนวนมาก ส่งผลกระทบกับปริมาณของสินค้า และ Demand ของสินค้าหลายๆ ชนิดจะที่ลดลง

กลุ่มคน Baby Boomer ที่เริ่มแก่ตัวหันมาสนใจในเรื่องสุขภาพมากกว่าสินค้าประเภทอื่น ในขณะที่เทรนด์ตอนนี้คือคนทำงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเข้าตลาดแรงงานช้ากว่าเดิม ความยั่งยืนของการเติบโต ไม่ว่าจะเศรษฐกิจโลก หรือตลาดแรงงานที่เคยมีมาเริ่มสั่นคลอน ภาพลางๆ ของ Unsustainable Workforce เริ่มปรากฏให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าอยากจะเพิ่ม GDP ให้กลับมาเหมือนเดิม เราต้องเพิ่มกำลังแรงงานของกลุ่มของคนที่อายุ 55 หรือแก่กว่านี้เข้ามา เพื่อที่จะเพิ่ม GDP กลับมาอีก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่โมเดลนี้ก็ไม่อาจชดเชยตัวเลขที่หายไปได้ทั้งหมด เพราะได้กลับมาเพียง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหตุผลหลักอยู่ที่แม้จะเพิ่มคนรุ่นเก่าเข้ามา แต่คนทำงานรุ่นใหม่ก็ปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแรงงานอยู่ดี ดังนั้น GDP โดยรวมจะอยู่ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมี GDP Growth Gap ที่ 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อไม่สามารถอุดช่องว่างนี้ได้จากการเพิ่มแรงงาน เราคงต้องหันไปที่การเพิ่มอัตรา Productivity Growth แทน

ในขณะที่สถานการณ์ของประเทศจีน ซึ่งมีกำลังแรงงานจำนวนมหาศาลก็เกิดปัญหาความไม่สมดุลด้วยเช่นกัน จากทั้งนโยบายลูกคนเดียว และการเกษียณของ Baby Boomer ทำให้กำลังแรงงานของจีนลดลง จนอาจถึงขั้นขาดแคลนแรงงานได้

ในปี 2030 ก็มีการคาดการณ์ว่าปริมาณของสินค้าและบริการก็มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวจาก Demographics ที่เปลี่ยนไป ดังนั้น Demand Growth ก็จะลดลงตาม แตกต่างจากเหล่าครัวเรือนผู้สูงอายุ เมื่อเทียบกับ GDP พวกเขาเหล่านี้บริโภคมากกว่าความสามารถที่ผลิตได้ ผ่านการใช้ Financial Saving แทน

สำหรับตลาดทุน การที่จะทำให้กลุ่มผู้สูงวัยใช้จ่ายมากขึ้นเป็นเรื่องที่ยากพอตัว เพราะหลังจากที่คนเริ่มเกษียณ คนจะคำนึงถึงเรื่องของการออมเงินมากกว่าที่จะจ่ายออกไป สัมพันธ์กับศักยภาพการส่งออก เมื่อคนเกษียณ แรงงานขาดแคลน จึงส่งผลกับศักยภาพการผลิต การส่งออก และเศรษฐกิจภายในประเทศ

ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยง เมื่อเราจำเป็นจะต้องลดตลาดทุนลงมาให้สอดคล้องกับ Capacity จริง และความเสี่ยงที่จะเกิดอัตราเงินเฟ้อจากการขาดแรงงาน เพราะการเพิ่มค่าแรงที่สูงขึ้นเพื่ออุดช่องว่างความขาดแคลนนั้น

หลายๆ ประเทศจึงจำเป็นจะต้องมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาด้าน Demographics และยกให้เป็นเรื่องระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มผลิตผล (Output) ให้มากขึ้น เช่น การเพิ่มแรงงานเข้ามาผ่านการอพยพย้ายถิ่นฐาน กระตุ้นให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนขับเคลื่อนใน Workforce มากขึ้น และพัฒนาสกิลของคนทำงานเพื่อผลิตผลที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี 2548 โดยมีสัดส่วนของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปต่อประชากรทั้งประเทศมากกว่าร้อยละ 10 และยังคงมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับประชากรวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลง รวมทั้งรายได้ต่อหัว และการศึกษาของประชากรในไทยยังต่ำกว่าประเทศอื่นที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

สิ่งที่นายจ้างและบริษัทควรจะต้องทำเพื่อปรับปรุงก็คือ ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น มีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น และวัฒนธรรมองค์กรที่น่าดึงดูดใจ ซึ่งในตอนนี้อาจรวมไปถึงการเพิ่ม Remote Working เข้ามาด้วย เพื่อที่จะดึงดูดกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่า Millennials ที่ให้ความสำคัญกับการมีเป้าหมายในการทำงานมากกว่าแค่เรื่องเงินเดือน หรือความใหญ่โตของบริษัทเพียงเท่านั้น

แต่ส่วนใหญ่ในตลาดแรงงานก็ยังคงเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีสกิลค่อนข้างต่ำไปจนระดับปานกลาง รวมทั้งเหล่าคนชนชั้นกลางในระบบเศรษฐกิจ ที่จะต้องเข้าสู่ยุคของเปลี่ยนแปลงจาก New Automation อีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนธุรกิจหลายๆ ประเภท แต่ยังไปถึงภาพรวมของโลกการทำงาน จึงเป็นความท้าทายของคนทำงานเช่นกัน ว่าพวกเขาจะอัพสกิลขึ้นมาให้พอดีกับ Market Value ได้ อย่างไร

เริ่มตั้งแต่การที่เราทำไร่สวนขยับมาที่การมีโรงงาน และไปต่อที่ Industrial Automation ที่ทำให้คนโรงงานได้มีงานที่หลากหลาย เข้ามาอยู่ในส่วนของการบริการมากขึ้น อย่างที่เห็นก็คือไม่ว่าการเปลี่ยนแปลง หรือการเข้ามาของ Automotion ในแต่ละครั้ง มีจุดที่ช่วยคนทำงานอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

  1. เพิ่ม Productivity และลดแรงงานสำหรับงานบางประเภทลง
  2. ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าต่างๆ ลง ราคาสินค้าไม่แพงเกินไป ช่วยเพิ่ม Standard of Living ของคนให้ดีขึ้น
  3. ลด Resource ในการผลิตสินค้าแต่ละชุดลง ทำให้เกิดความหลากหลายทางการผลิต และการเพิ่มผลผลิตที่มากขึ้น

แพทเทิร์นแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งก็ยังรวมไปจนถึง Automation ในโลกของการธนาคาร จากที่เราจำเป็นต้องเข้าไปถอนเงินกับ Banker ต่อมาก็เป็นอะไรที่สะดวกสบาย ง่ายขึ้น เราไม่ต้องเข้าไปธนาคารก็สามารถถอนเงินจากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ผ่านทาง ATM

ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดการทำนายว่าจะเป็น “จุดจบของงาน” ด้วยเช่นกัน จากการที่มันสามารถเข้ามาทดแทนแรงงานของมนุษย์ ทำให้หลายๆ งานที่เคยมีอยู่ต้องตายไป อย่างที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 เทคโนโลยีเหล่านี้จะมาช่วยเพิ่ม Labor Productivity อีก 30% เมื่อเทียบกับปี 2015 การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสายงาน โดยเฉพาะกับสาย Healthcare และ Educational Service ไปจนเกิดอิมแพคที่สำคัญกับหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ในวงการ Food Service การค้าปลีก การขนส่ง การเก็บคลังสินค้า จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค

• ความเสี่ยงทางไซเบอร์และอาชญากรรมทางการเงิน (Cyber risk and financial crime)

Ecosystem สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งก็ยังรวมไปถึงกลยุทธ์ที่เหล่ามิฉฉาชีพพยายามจะหาช่องว่าง แต่ก็มีข้อดี เช่น ความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่เพิ่มมากขึ้นก็นำไปสู่กฎระเบียบ และการลงโทษที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการธนาคารแบบ Traditional จึงไม่สามารถปกป้องลูกค้าได้อีกต่อไป ควรที่จะเริ่มเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ Analytics เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกันตั้งแต่วันนี้

• การเปลี่ยนแปลงของดิจิตอล (Digital transformation)

การเปลี่ยนแปลงของดิจิตอลจะยิ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะดิจิตอลไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแค่การใช้ชีวิตของผู้คน แต่รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพ แวดล้อมทางธุรกิจด้วยเช่นกัน หรือพูดกันง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ รวมทั้งการยกระดับ Customer Experience อีกด้วย

• การแปลง Data และ Customer Experience ให้เป็นมูลค่า (Monetising data and customer experience)

การปรับปรุง Customer Experience จะยิ่งกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นในช่วง 2030 จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดังนั้น Data ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตและอยู่รอดต่อ แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Data อย่างเดียว สิ่งสำคัญอยู่ที่การใช้ Data มาสร้างความแตกต่าง และวิธีการที่บริษัทจะเอา Data นั้นมาปรับปรุงและพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น เพื่อตอบสนอง Customer-centric ให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

• ระบบนิเวศบริการทางการเงิน (Financial services ecosystem)

กลุ่มธุรกิจในสายบริการทางการเงินจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง หลุดกรอบเดิมๆ และขยายโอกาสในการเติบโตระยะยาว เช่น การร่วมมือกันของเหล่าบริษัท FinTech ธนาคาร หน่วยงานที่กำกับดูแล บริษัทด้านเทคโนโลยี และอื่นๆ ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกัน ภายใต้กลยุทธ์แบบ Deliberate Ecosystem

Share this blog

Latest Blogs

Loading...
See all blogs

Our Service

Recruitment ServiceExpert NetworkHR TechnologyRecruitment Process Outsourcing (RPO)Employer Branding

Contact us

Address: Skillsolved Recruitment Co.,ltd
2525 FYI Center Building 2/1005 10th floor
Rama4 Rd., Khlongtoei, Bangkok 10110
Email: h201@skillsolved.com
Phone: +66 88-982-9426

Follow Us

facebook Iconlinkedin Icon

© 2021 SkillSolved Headhunter Thailand.
All rights reserved.

Privacy Policy

Powered by Data Wow

Contact us : h201@skillsolved.com